คิดถึงอิ่มอุ่น
posted on 12 Aug 2010 20:41 by wapidea in Articles
เนื่องในโอกาสวันแม่ปีนี้ "แว้บ!ไอเดีย" ก็เลยอยากจะเขียนบทความประกอบรูปภาพเกี่ยวกับแม่ไว้เป็นข้อคิดเตือนใจทุก ๆ คนน่ะครับ ก็เรื่องเกี่ยวกับแม่ของผมเองแหละครับ
ปีที่แล้วผมเขียนบทความชื่อ "อิ่มอุ่น" ปีนี้คิดถึงแม่มาก ๆ ก็เลยเติมคำว่าคิดถึงลงไปกลายเป็น "คิดถึงอิ่มอุ่น"
ในบทความปีที่แล้วที่ผมเขียนนั้น ผมได้ให้ข้อคิดเตือนผู้อ่านไว้ว่า
"บางคนทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้า ทุ่มเทเวลาให้กับการแสวงหาคนรักหรือคู่ครอง ทุ่มเทเวลาให้กับการหาเงินหาทองเพื่อสร้างหลักปักฐาน แต่ไม่มีเวลาแม้เพียงสักนิดมาเหลียวแลดูแลแม่ของตนเอง อาจจะลืมไปแล้วว่าตอนนี้แม่ตัวเองอายุเท่าไร ลืมคิดไปว่าเหลือเวลาอีกไม่มากนักที่แม่จะอยู่กับเรา เราอาจจะไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน เพราะมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยไป
บางคนอาจจะคิดว่าตอนนี้แม่เราก็ยังไม่แก่มาก สุขภาพก็ยังแข็งแรง ยังมีเวลาอีกมากมายที่จะตอบแทนพระคุณของท่าน ตอนนี้ขอทุ่มเวลาให้กับการทำงานหาเงินก่อน แต่คุณลืมไปแล้วหรือว่าชีวิต คนเราเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีใครล่วงรู้วันตายของตนเอง บางคนอาจจะตายก่อนที่จะหมดอายุขัย เราไม่ได้แก่ตายทุกคน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่บอกให้ทราบล่วงหน้า ถ้าอยู่ ๆ ก็มีเหตุให้แม่ของคุณต้องจากโลกนี้ไปอย่างฉับพลัน ทิ้งเพียงร่างที่ไร้วิญญาณไว้บนโลกใบนี้แล้ว ถึงตอนนั้นคุณจะไปเคาะโลงศพเอาอาหารที่แม่คุณชอบไปไหว้ ก็ไม่รู้ว่าแม่คุณจะได้กินรึเปล่า ทำไมล่ะ! ทำไมต้องรอให้ถึงตอนนั้นแล้วมานึกเสียใจภายหลัง ในเมื่อตอนนี้คุณยังมีโอกาสที่จะซื้ออาหารที่แม่คุณชอบกินไปให้ท่าน และท่านก็สามารถกินได้แน่นอน แล้วคุณก็จะได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขของแม่ของคุณ"
ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ในวันแม่เมื่อปีที่แล้วนั้น ผมไม่รู้เลยว่าแม่ผมจะมีชีวิตเหลืออยู่ไม่ถึงวันแม่ในปีนี้ ยังกับว่าบทความที่ผมเขียนขึ้นมานั้นเพื่อเตือนตัวผมเองนั่นแหละ
แม่ผมเพิ่งจะอายุ 60 เมื่อต้นปีนี้ หลังวันเกิดแม่ไม่นาน ก็มารู้ว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งถุงน้ำดีระยะสุดท้ายแล้ว ตอนนั้นหมอบอกว่า ตามสถิติแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน แต่เอาเข้าจริง ๆ แม่กลับอยู่ได้ไม่ถึง 3เดือน หลังจากที่รู้ว่าป่วย
ตอนที่แม่มีชีวิตอยู่ก่อนที่จะป่วย ไม่ใช่ว่าผมไม่รักแม่ ไม่เคยทำอะไรให้แม่นะครับ ผมซื้อของทุกอย่างที่แม่อยากได้ให้แม่ สุดกำลังทรัพย์ที่ผมมี เงินทุกบาทที่เสียไปเพื่อแม่นั้นไม่เคยนึกเสียดาย มีแต่ความอิ่มเอิบใจที่ได้ตอบแทนความรักความอิ่มอุ่นที่แม่เคยให้
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังตอบแทนได้ไม่พอ แม่ผมมักจะเอ่ยปากว่าอยากได้อะไร แต่ไม่เคยเอ่ยปากขอ เมื่อรู้ว่าแม่อยากได้อะไรผมก็ไม่รีรอ จะไปหาซื้อมาให้แม่ทันทีที่มีโอกาส บางอย่างแม้แม่ไม่ได้ขอ แต่รู้ว่าแม่ชอบ ก็หาซื้อมาให้แม่ เพราะรู้ว่าของที่ลูกซื้อให้ แม้จะไม่มีราคาค่างวดอะไรมากมาย แต่แม่ก็มีความสุขอย่างมากที่ได้รับ
ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่ค่อยจะได้กลับบ้านสักเท่าไร เพราะว่าไม่ได้ทำงานที่บ้านเกิด โดยเฉลี่ยจะกลับบ้านเดือนละครั้ง กลับไปก็ซื้อของไปฝากแม่และแวะไปเยี่ยมแม่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ให้เวลาอยู่กับแม่ทั้งวัน
ผมเป็นคนคนหนึ่งที่โทรศัพท์น้อยมาก ๆ มีโทรศัพท์เอาไว้โทรในเรื่องที่เป็นธุระจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ก็ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงพ่อแม่พี่น้องและเพื่อน ๆ นะครับ คิดถึงเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าโทรไปแล้วจะชวนคุยเรื่องอะไรดี ถ้าโทรไปแล้วโดนถามว่าโทรมาทำไม มีธุระอะไรรึป่าว จะให้บอกว่าโทรมาเพราะคิดถึงก็ยังไง ๆ อยู่ ก็ได้แต่เก็บความคิดถึงไว้ในใจ แล้วก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอย่างโดดเดี่ยวไปวัน ๆ
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะได้บอกรักแม่หรอก ที่ไม่บอก ไม่ใช่ว่าไม่รักนะครับ แต่มันรู้อยู่ที่ใจว่ารักและแสดงออกทางการกระทำมากกว่าวาจา จนบางทีแม่ถึงกลับต้องเป็นฝ่ายโทรมาหาผมเอง เพราะว่าแม่คิดถึง ตอนที่แม่โทรมาบอกว่าโทรมาหาและบอกว่าคิดถึงนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองทำผิดอย่างแรง น้ำตาแทบจะไหลออกมาคลอเบ้า ว่าทำไมเราเป็นลูกที่แย่อย่างนี้นะ
พอมาปีนี้ที่แม่ผมป่วยเป็นมะเร็ง ผมโทรไปหาแม่ทุกวัน โทรไปถามอาการและให้กำลังใจแม่ทุกวัน แม้จะไม่เห็นหน้า ไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้ยินเสียงก็ยังดี เพราะผมรู้สึกว่าเวลาของแม่นั้นเหลือน้อยลงทุกที ๆ
มันทรมานใจมากนะครับ ที่เห็นคนที่เรารักป่วยและอาการทรุดลงเรื่อย ๆ ค่อย ๆ หมดแรงเหมือนเทียนที่กำลังริบหรี่และมอดไหม้หมดไปในเร็ววัน
จนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่แม่จะเสีย ผมไม่ได้โทรไปหาแม่แล้ว เพราะว่าไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของแม่ โทรไปแม่ก็ไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปากพูดแล้ว ได้แต่โทรไปหาพี่สาว ถามถึงอาการของแม่ทุกวัน จนวันสุดท้ายตอนที่แม่กำลังจะเสีย น้องสาวได้โทรมาให้คุยผ่านโทรศัพท์ให้แม่ฟังโดยที่ไม่รู้ว่าแม่ยังได้ยินที่ผมพูดอยู่รึเปล่า เพราะตอนนั้นอาการของแม่ทรุดลงมาก จนพยาบาลบอกว่าให้ตามญาติ ๆ มาดูใจได้แล้วเดี๋ยวจะไม่ทัน แต่ว่าตอนนั้นผมอยู่ไกลกับแม่มาก ต้องใช้เวลาเดินทาง 1 วันเต็ม ๆ จึงจะไปถึง จึงไม่มีโอกาสได้กลับไปดูใจ ไปส่งแม่ตอนลมหายใจสุดท้ายของแม่
มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่ผมปรารถนามาก ว่าถ้าหากแม่จะไป อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้มาอยู่ข้าง ๆ แม่ ได้มาส่งแม่ในวินาทีสุดท้ายที่แม่จะจากไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันกลับมา แต่โอกาสนั้นไม่มีให้ผมเลยแม้แต่น้อย
3 เดือนสุดท้ายของแม่ ผมมีเวลาอยู่กับแม่จริง ๆ แค่ 20 กว่าวัน เนื่องด้วยงานของผม จึงถูกจำกัดด้วยระยะเวลา ผมก็ให้เวลาทุกวัน ดูแลปรนนิบัติแม่ทั้งวันทั้งคืนนะครับ ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือคิดว่าการที่แม่ป่วยนั้นเป็นภาระของเราเลย จะเสียเงินเสียทองเสียเวลาแค่ไหนก็ไม่เกี่ยง ขอเพียงให้แม่ได้อยู่กับผมให้นานที่สุดเท่าที่จะอยู่ได้ก็พอ ทีแรกผมยังคิดยังหวังเลยว่าแม่จะอยู่ได้อีกหลายปี เพราะเห็นผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นบางคนยังอยู่ได้หลายปี และในความสิ้นหวังก็ยังมีความหวังเพราะอ่านมาว่าเคยมีคนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายรักษาตัวเองจนหายขาดก็มี ผมก็เอาบทความนั้นมาอ่านให้แม่ฟัง และอยากให้แม่ทำตามแนวทางที่เค้าทำ แม้ความหวังจะดูริบหรี่แต่ก็ยังพอมีหวัง แม่ก็พยายามทำตามนะครับ แต่ว่าสภาพร่างกายของแม่มันไม่อำนวย
สุดท้ายความหวังก็เป็นเพียงความหวัง มีเพียงความจริงที่ปรากฎคือสัจธรรมว่า"ทุกคนเกิดมาต้องตายและไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน"
ทุกวันนี้เวลาผมเดินไปไหน เห็นของที่แม่ชอบ ก็ได้แค่มอง เพราะไม่รู้ว่าจะซื้อไปให้ใคร จะไปจุดธูปเซ่นไหว้แล้วส่งไปก็ไม่รู้ว่าจะถึงหรือเปล่า เวลาเห็นอะไรที่อยากซื้อให้แม่มาก ๆ ก็เสียดายที่ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่เราไม่ได้ซื้อให้แม่ ณ ตอนนี้อยากให้แต่ให้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่ยังคงทำได้ทุกวันนี้คือ ตั้งใจปฏิบัติธรรม ทำความดีให้มากที่สุดแล้วอุทิศส่วนกุศลผลบุญไปให้แม่ของผมเพียงแค่นี้
ผมจึงอยากเตือนทุกท่านที่ยังมีแม่อยู่ว่า ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่นั้น คุณยังมีโอกาสที่จะทำอะไรให้แม่คุณ ขอให้คุณตอบแทนความอิ่มอุ่นของแม่คุณให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้นะครับ
แม่ผมเคยสอนว่า 3 สิ่งที่เสียไปแล้วไม่หวนกลับคืนมาคือ 1.เวลา 2.คำพูด 3.โอกาส ตอนนี้โอกาสที่ผมจะทำอะไรเพื่อแม่ โอกาสที่จะบอกรักแม่ โอกาสที่จะกอดแม่ มันก็ได้ผ่านไปแล้วครับ ก็ได้แต่เพียงคอยเตือนสติคนที่ยังมีแม่อยู่ให้ทำดีกับแม่เมื่อยังมีโอกาสครับ เพราะบางทีคุณอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนผม ที่ยังมีโอกาสดูแลปรนนิบัติบำรุงแม่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพราะว่าถ้าหากเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาพลัดพรากคนที่คุณรักให้จากไปโดยฉับพลัน คุณจะไม่มีแม้โอกาสที่จะบอกลาหรือว่าดูแลคนที่คุณรักเลยนะครับ ถ้าหากคุณไม่ทำ ณ ตอนนี้
วันแม่ปีนี้เป็นวันแม่ปีแรกที่ผมไม่มีแม่ให้กราบ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่เสียใจมากนัก เพราะว่าวันครอบครัวที่ผ่านมา ผมได้เชิญแม่มานั่งแล้วรดน้ำดำหัวให้แม่ และผมได้ก้มลงกราบเท้าแม่ของผมแล้วครับ เพราะว่าผมคิดว่าบางทีแม่อาจจอยู่ไม่ถึงวันแม่ในปีนี้ ผมจึงไม่รอโอกาสนั้น เพราะคิดว่าบางทีอาจจะไม่มีโอกาส แล้วมันก็จริง ผมไม่มีโอกาสกราบเท้าแม่ในวันแม่ปีนี้ แต่ผมได้ทำล่วงหน้าไปแล้ว คุณ ๆ ที่ยังมีโอกาสอยู่ก็อย่ามัวรีรอผัดวันประกันพรุ่งอีกเลยนะครับ
"วันนี้..คุณตอบแทนความอิ่มอุ่นของแม่..หรือยัง?"
สุดท้ายนี้หากบทความที่ผมเขียนช่วยเตือนสติใครให้คิดที่จะทำดีกับแม่โดยไม่รีรอได้ ผลบุญใดที่เกิด ผมขออุทิศให้แด่แม่ของผมทั้งหมดครับ "นี่คือของขวัญตอบแทนความอิ่มอุ่นจากผมในวันแม่ปีนี้นะครับ..แม่"
ปล.รูปภาพประกอบบทความที่ผมนำมาวาดนี้คือรูปของแม่และน้องสาวของผมเองครับ ช่างเข้ากับบทความ "คิดถึงอิ่มอุ่น" ซะจริง ^^
12 August 2010
火の風
allenkung1 Blog